ตัวแทนสมาคม ร.ร.ดังเชื่อทำได้ยาก คาดนโยบายห้ามฝากเด็ก ปั่น"แป๊ะเจี๊ยะ"พุ่งหลายเท่าตัว
นายสมพงษ์ จิตระดับ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ถึงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการเรื่องปัญหาเด็กฝาก ว่า การที่ ศธ.มีนโยบายขจัดเด็กฝากและแป๊ะเจี๊ยะนั้นเป็นสิ่งที่เลิกยาก และจะมีกระแสต่อต้านสูง หากตรึงนโยบายห้ามฝากเด็กแรงเกินไป เชื่อว่าค่าแป๊ะเจี๊ยะจะสูงขึ้นแน่นอน คนที่จะเดือดร้อนคือผู้ปกครองที่คิดจะจ่ายแป๊ะเจี๊ยะ จึงอยากเสนอให้ ศธ.กำหนดมาตรการลงโทษออกมาเลยว่าหากโรงเรียนใดมีเด็กฝากหรือเรียกเก็บเงินแป๊ะเจี๊ยะ จะได้เป็นบรรทัดฐาน
แหล่งข่าวจากกรรมการสถานศึกษาแห่งหนึ่งกล่าวว่า ที่ผ่านมาการฝากเด็กเข้าโรงเรียนดังมี 5 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1.ฝากผ่านทางคณะกรรมการสถานศึกษา สมาคมศิษย์เก่า 2.ฝากผ่านโรงเรียนโดยตรง 3.ฝากผ่านทางกลุ่มนายหน้าที่รู้จักกับสมาคมศิษย์เก่า คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหาร ข้าราชการครูในโรงเรียน เป็นต้น 4.ฝากผ่านระบบอุปถัมภ์ เส้นสายต่างๆ อาทิ กลุ่มนักการเมือง ผู้มีอำนาจ ผู้บริหารระดับสูง เป็นต้น และ 5.ฝากผ่านผู้อำนวยการโรงเรียน และรองผู้อำนวยการโรงเรียน ส่วนการจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะนั้นบางโรงเรียนสูงถึง 4-5 แสนบาท
ด้าน ร.ท.โอภาส สุขสุชีพ รองประธานเครือข่ายผู้ปกครอง โรงเรียนศึกษานารี เปิดเผยว่า มีสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คาดการณ์กันว่าเงินแป๊ะเจี๊ยะในปีนี้น่าจะพุ่งสูงขึ้นเท่าตัว เพราะเมื่อฝากเด็กเข้าเรียนทำได้ยากแล้ว ผู้ปกครองอาจจะยอมทุ่มจ่ายเงินจำนวนมากขึ้น เพื่อให้ลูกหลานได้เข้าเรียน อย่างโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงในปีที่ผ่านมา ผู้ปกครองอาจจะจ่าย 1 แสนบาท แต่ปีนี้อาจเพิ่มเป็น 2-3 แสนบาท
วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554
วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
เตือนภัยค่ะ
ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เกษตรกรกลุ่มที่ใช้สารเคมีกำจัดแมลงมีแนวโน้มหรือมีความเสี่ยงที่จะพบความผิดปกติทางคลินิกหรือมีอาการพิษจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และมีแนวโน้มเกิดโรคมะเร็งมากกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และจากผลการวิจัยยังพบว่าเกษตรกรที่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจะมีอาการพิษทางระบบประสาทอื่น เช่น อาการอ่อนเพลีย ปวดหัว มึนงง เป็นต้น
เพื่อให้เกิดกระแสของความรู้ความเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างถูกต้อง กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ริเริ่มโครงการ"เกษตรกรปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัยสมุนไพรล้างพิษ กายจิตผ่องใส" ขึ้น โดยเป็นความมุ่งหมายที่จะให้ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคทั่วไปปลอดภัยปลอดโรคจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่อยู่ในผักผลไม้ ด้วยความร่วมมือจาก 4 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมควบคุมโรค กรมสุขภาพจิต และกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
การดำเนินงานในปีนี้ตั้งเป้าหมายดูแลเกษตรกร 840,000 คนทั่วประเทศ ให้ได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพตนเองฟรี โดยมีสำนักงานสาธารณสุขในแต่ละจังหวัดต่างๆ กับอาสาสมัครสาธารณสุขอีกกว่า 8,400 คน ร่วมกันค้นหาเกษตรกรที่มีความเสี่ยงและตรวจเลือดเพื่อหาสารพิษตกค้าง หากพบว่าเกษตรกรมีสารพิษอยู่ในเลือดในระดับที่ไม่ปลอดภัยก็จะรีบดำเนินการรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังมีมาตรการที่จะส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคขึ้นในตลาดขายส่งใหญ่ๆ ในประเทศที่มีอยู่ประมาณ 28 แห่ง ซึ่งจะมีการตรวจติดตามในทุกๆ 3 เดือน อย่างต่อเนื่อง
นพ.สถาพร วงษ์เจริญ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้มีการดำเนินงานกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาชุดทดสอบอย่างง่ายเพื่อให้สามารถนำมาใช้ป้องกันเฝ้าระวังภัยสุขภาพให้กับผู้บริโภคในพื้นที่ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ซึ่งจะมีการสื่อผ่านไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อจะได้สามารถกระจายการตรวจสอบเฝ้าระวังความปลอดภัยไปยังผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง ก่อให้เกิดกระบวนการในการพึ่งพาตนเองอย่างง่ายๆ ขึ้นในชุมชน และกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในเรื่องของความปลอดภัยต่อสุขภาพกันมากขึ้น
สำหรับบทบาทหน้าที่ ที่ได้มีส่วนเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหานี้ นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บอกว่ากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่เข้ามามีหน้าที่บรรเทาปัญหานี้ โดยการคัดค้นและพัฒนาชุดทดสอบอย่างง่ายขึ้น เช่น ชุดทดสอบสารเคมีกำจัดแมลงในผักผลไม้และธัญพืช เพื่อนำไปใช้ในการตรวจสอบเฝ้าระวังความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์จากภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในตลาดสด ซุปเปอร์มาเก็ต หรือร้านค้าซึ่งจะมี อสม.ที่ผ่านการฝึกอบรมให้มีความรู้ความสามารถในการใช้ชุดทดสอบเป็นผู้นำไปใช้ในการตรวจสอบเฝ้าระวังในชุมชนของตนเองเพื่อเป็นการปกป้องสุขภาพของทั้งเกษตรกรและประชาชนในชุมชน นอกจากนี้ทางกรมวิทย์ฯ ยังได้ส่งเสริมให้ทั้งผู้ประกอบการ ผู้ผลิตและจำหน่ายได้มีระบบตรวจสอบสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ก่อนที่จะนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค โดยจะมอบป้ายตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพระบบตรวจสอบสารพิษตกค้างในผักสดผลไม้สดให้แก่ผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในเรื่องของความปลอดภัยและเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตลาดนั้นๆ ด้วย ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองแล้ว 20 แห่งในจำนวนดังกล่าวมีตลาดสดค้าส่ง 3 แห่ง คือ ตลาดศรีเมือง จ.ราชบุรี ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดไท จ.ปทุมธานี
ทางด้านนางกณเกศ อารีกุล ผู้บริหารตลาดโพหวาย จ.สุราษฎร์ธานี กล่วเพิ่มเติมว่าปัจจุบันมีตลาดสดหลายแห่งที่ตื่นตัวและคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคมากขึ้น รวมทั้งที่ตลาดโพหวายด้วย นอกจากการปรับปรุงการสุขาภิบาลของตลาดแล้วปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในพืชผักผลไม้ ก็เป็นสิ่งที่ตลาดได้ให้ความสำคัญเช่นกัน โดยได้เตรียมประสานกับเทศบาลโพหวาย เพื่อขอรับการสนับสนุนการจัดตั้งจุดรับบริการตรวจสอบความปลอดภัยให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ด้วยการใช้ชุดทดสอบอย่างง่าย จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11(สุราษฏร์ธานี) ขึ้นในพื้นที่ของตลาด เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่มาจับจ่ายในตลาดโพหวายและกระตุ้นให้พ่อค้าแม่ค้าที่นำผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรมาขายเกิดการตื่นตัวและใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคจากปัญหาสารเคมีตกค้างด้วยและนี่ก็จะเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่จะนำไปสู่กระบวนการในการกำกับดูแล และกระตุ้นให้ผู้ขายเกิดความรับผิดชอบต่อลูกค้า ด้วยการคัดสรรหรือตรวจสอบแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ที่จะต้องมีคุณภาพมาตรฐานและมั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อผู้บริโภค ส่วนตัวของผู้บริโภคเองก็สามารถตรวจสอบได้ และเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีความปลอดภัย ผลที่ได้ก็คือตลาดก็จะได้รับการยอมรับ
กระบวนการต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทุกฝ่ายจะได้รับก็คือความปลอดภัยต่อสุขภาพนั่นเอง..
เพื่อให้เกิดกระแสของความรู้ความเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างถูกต้อง กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ริเริ่มโครงการ"เกษตรกรปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัยสมุนไพรล้างพิษ กายจิตผ่องใส" ขึ้น โดยเป็นความมุ่งหมายที่จะให้ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคทั่วไปปลอดภัยปลอดโรคจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่อยู่ในผักผลไม้ ด้วยความร่วมมือจาก 4 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมควบคุมโรค กรมสุขภาพจิต และกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
การดำเนินงานในปีนี้ตั้งเป้าหมายดูแลเกษตรกร 840,000 คนทั่วประเทศ ให้ได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพตนเองฟรี โดยมีสำนักงานสาธารณสุขในแต่ละจังหวัดต่างๆ กับอาสาสมัครสาธารณสุขอีกกว่า 8,400 คน ร่วมกันค้นหาเกษตรกรที่มีความเสี่ยงและตรวจเลือดเพื่อหาสารพิษตกค้าง หากพบว่าเกษตรกรมีสารพิษอยู่ในเลือดในระดับที่ไม่ปลอดภัยก็จะรีบดำเนินการรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังมีมาตรการที่จะส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคขึ้นในตลาดขายส่งใหญ่ๆ ในประเทศที่มีอยู่ประมาณ 28 แห่ง ซึ่งจะมีการตรวจติดตามในทุกๆ 3 เดือน อย่างต่อเนื่อง
นพ.สถาพร วงษ์เจริญ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้มีการดำเนินงานกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาชุดทดสอบอย่างง่ายเพื่อให้สามารถนำมาใช้ป้องกันเฝ้าระวังภัยสุขภาพให้กับผู้บริโภคในพื้นที่ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ซึ่งจะมีการสื่อผ่านไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อจะได้สามารถกระจายการตรวจสอบเฝ้าระวังความปลอดภัยไปยังผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง ก่อให้เกิดกระบวนการในการพึ่งพาตนเองอย่างง่ายๆ ขึ้นในชุมชน และกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในเรื่องของความปลอดภัยต่อสุขภาพกันมากขึ้น
สำหรับบทบาทหน้าที่ ที่ได้มีส่วนเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหานี้ นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บอกว่ากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่เข้ามามีหน้าที่บรรเทาปัญหานี้ โดยการคัดค้นและพัฒนาชุดทดสอบอย่างง่ายขึ้น เช่น ชุดทดสอบสารเคมีกำจัดแมลงในผักผลไม้และธัญพืช เพื่อนำไปใช้ในการตรวจสอบเฝ้าระวังความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์จากภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในตลาดสด ซุปเปอร์มาเก็ต หรือร้านค้าซึ่งจะมี อสม.ที่ผ่านการฝึกอบรมให้มีความรู้ความสามารถในการใช้ชุดทดสอบเป็นผู้นำไปใช้ในการตรวจสอบเฝ้าระวังในชุมชนของตนเองเพื่อเป็นการปกป้องสุขภาพของทั้งเกษตรกรและประชาชนในชุมชน นอกจากนี้ทางกรมวิทย์ฯ ยังได้ส่งเสริมให้ทั้งผู้ประกอบการ ผู้ผลิตและจำหน่ายได้มีระบบตรวจสอบสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ก่อนที่จะนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค โดยจะมอบป้ายตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพระบบตรวจสอบสารพิษตกค้างในผักสดผลไม้สดให้แก่ผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในเรื่องของความปลอดภัยและเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตลาดนั้นๆ ด้วย ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองแล้ว 20 แห่งในจำนวนดังกล่าวมีตลาดสดค้าส่ง 3 แห่ง คือ ตลาดศรีเมือง จ.ราชบุรี ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดไท จ.ปทุมธานี
ทางด้านนางกณเกศ อารีกุล ผู้บริหารตลาดโพหวาย จ.สุราษฎร์ธานี กล่วเพิ่มเติมว่าปัจจุบันมีตลาดสดหลายแห่งที่ตื่นตัวและคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคมากขึ้น รวมทั้งที่ตลาดโพหวายด้วย นอกจากการปรับปรุงการสุขาภิบาลของตลาดแล้วปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในพืชผักผลไม้ ก็เป็นสิ่งที่ตลาดได้ให้ความสำคัญเช่นกัน โดยได้เตรียมประสานกับเทศบาลโพหวาย เพื่อขอรับการสนับสนุนการจัดตั้งจุดรับบริการตรวจสอบความปลอดภัยให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ด้วยการใช้ชุดทดสอบอย่างง่าย จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11(สุราษฏร์ธานี) ขึ้นในพื้นที่ของตลาด เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่มาจับจ่ายในตลาดโพหวายและกระตุ้นให้พ่อค้าแม่ค้าที่นำผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรมาขายเกิดการตื่นตัวและใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคจากปัญหาสารเคมีตกค้างด้วยและนี่ก็จะเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่จะนำไปสู่กระบวนการในการกำกับดูแล และกระตุ้นให้ผู้ขายเกิดความรับผิดชอบต่อลูกค้า ด้วยการคัดสรรหรือตรวจสอบแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ที่จะต้องมีคุณภาพมาตรฐานและมั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อผู้บริโภค ส่วนตัวของผู้บริโภคเองก็สามารถตรวจสอบได้ และเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีความปลอดภัย ผลที่ได้ก็คือตลาดก็จะได้รับการยอมรับ
กระบวนการต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทุกฝ่ายจะได้รับก็คือความปลอดภัยต่อสุขภาพนั่นเอง..
ภัยใกล้ตัว -- ข่าวภัยใกล้ตัว
ภัยใกล้ตัว -- ข่าวภัยใกล้ตัว
สารเคมีที่เจือปนอยู่ในพืช ผัก ผลไม้ ถือเป็นภัยใกล้ตัวที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในหมู่เกษตรกรและผู้ผลิต จากข้อมูลของ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนวิจัยและประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพเกษตรกรทั้ง 4 ภาคของประเทศที่ได้รับสัมผัส สารเคมีกำจัดแมลง ในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,217 คน พบว่า เกษตรกรไทยกว่าร้อยละ 30 มีปริมาณสารเคมีกำจัดศัตรูพืชปนอยู่ในกระแสเลือดและกำลังอยู่ในภาวะที่ไม่ปลอดภัย !!
วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
สื่อญี่ปุ่นกลับโหวตให้ชุดนักเรียนของไทยเป็นชุดนักเรียนที่เซ็ก ซี่ที่สุด
ทราบกันดีว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นดินแดนแห่งแฟชั่นที่ล้ำเทรนด์สุด ๆ มาทุกยุคทุกสมัย แม้แต่ชุดนักเรียนที่นักเรียนสาวญี่ปุ่นสวมใส่ ก็ยังดูน่ารักสมวัยแฝงด้วยแฟชั่นนิดๆ เหมือนกัน แต่มีเรื่องที่ไม่ น่าเชื่อเกิดขึ้น เมื่อบรรดาสื่อญี่ปุ่นกลับโหวตให้ชุดนักเรียนของไทยเป็นชุดนักเรียนที่เซ็ก ซี่ที่สุดมากกว่าชุดนักเรียนของประเทศญี่ปุ่นเองเสียอีก
โดย หนังสือพิมพ์หลายฉบับของญี่ปุ่น ได้รายงานข่าวว่า จากผลการสำรวจประเมินเครื่องแบบนักเรียน ส่วนใหญ่ยกให้เครื่องแบบชุดนักเรียนของประเทศไทยเป็น เครื่องแบบนักเรียนที่ เซ็กซี่ที่สุด ดังที่เห็นจากนักศึกษาหญิงบางคนใส่เสื้อเชิ้ตรัดติ้ว มองเห็นสัดส่วน ส่วนเว้า ส่วนโค้งของร่างกายอย่างชัดเจน แถมสาวบางคนยังใส่กระโปรงสั้นจุ๊ด มีความยาวไม่ถึงหนึ่งคืบเสียด้วยซ้ำ
ไทย ครองอันดับ ‘เครื่องแบบนักเรียนที่เซ็กซี่ที่สุด’ จากการสำรวจของสื่อญี่ปุ่น
ชาวเน็ตแสดงปฏิกิริยาตอบรับอย่างร้อนแรงเกี่ยวกับเครื่องแบบนักเรียนของไทย
สื่อ ของญี่ปุ่นหลายๆ ฉบับ ต่างกล่าวว่า เครื่องแบบนักเรียนเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องได้รับการประเมิน เนื่องจากเครื่องแบบนักเรียนก็กลายมาเป็นหนึ่งในแฟชั่นอีกประเภทเช่นกัน โดยได้จัดทำการสำรวจขึ้น ซึ่งผลการสำรวจ สื่อญี่ปุ่นได้ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 21 มกราคม ว่า เครื่องแบบนักเรียนของไทย เป็นเครื่องแบบนักเรียนที่เซ็กซี่ที่สุด เพราะส่วนของเสื้อเชิ้ตจะโชว์ให้เห็นถึงสัดส่วนของร่างกาย ส่วนกระโปรงก็สั้นมาก โดยมีความยาวไม่ถึง 20 เซนติเมตร
หลังจากมีผลการสำรวจชิ้นนี้ออกมา บรรดาชาวไซเบอร์ของญี่ปุ่นต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ชุดเค รื่องแบบนักเรียนของไทย บ้างก็ว่าชุดสั้นเกินไป รัดเกินไป ไม่น่าจะเป็นเครื่องแบบนักเรียนได้ อีกส่วนก็มองว่า การใส่ชุดรัด ๆ สั้น ๆ แบบนี้ อาจทำให้คดีข่มขืน หรืออาชญากรรมความรุนแรงทางเพศเพิ่มขึ้นได้ ขณะที่บางคนก็ออกมาแย้งว่า ชุดที่เห็นเป็นชุดนักศึกษามหาวิทยาลัย ไม่ใช่เครื่องแบบของนักเรียน นอกจากนี้ยังมีคนวิจารณ์ด้วยว่า โชคดีที่ไม่เกิดในประเทศไทย เพราะไม่อยากใส่ชุดแบบนี้นั่นเอง
เมื่อบทความ นี้ถูกเผยแพร่ออกมา ชาวเน็ตเกาหลีกล่าวแสดงความคิดเห็นว่า
“ประเทศเราก็เปลี่ยนมั่งเถอะ”,
“นี่เป็นจุดเปลี่ยนทัศนคติของฉันเกี่ยวกับประเทศไทยเลยนะนี่”,
“ประเทศเราก็รีบนำเข้ามาเร็วๆ เถอะ”
ต่างกล่าวต้อนรับเครื่องแบบนักเรียนของไทย
แต่ในขณะเดียวกัน ชาวเน็ตส่วนใหญ่กลับแสดงปฏิกิริยาไม่เห็นด้วย อาทิ
“มันรัดเกินไปนะ”,
“นั่นเครื่องแบบนักเรียนเหรอ มันจะไม่ทำให้เกิดอาชญากรรมความรุนแรงทางเพศขึ้นเหรอ”,
“รู้สึกว่านั่นจะเป็นความหมายที่ต้องการสื่อแบบผิดๆนะ จริงๆแล้ว ชุดนั้นเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาไทย ไม่ใช่เครื่องแบบของนักเรียน”,
“ประมาณ 70% ของนักเรียนคงรู้สึกอยากจะสวมชุดนั้นน่ะนะ”
อนึ่ง ชาวเน็ตเพศหญิงกล่าวว่า
“โชคดีจังที่ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทย”,
“ถ้าฉันใส่ชุดนั้น คงจะถูกว่าว่าไม่น่าดู แล้วไม่รู้ว่าจะถูกไล่ออกไปรึเปล่า”
วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554
9 สถานที่ยอดฮิตฉลองปีใหม่
สำหรับคนที่อยู่กรุงเทพฯ และไม่ได้ออกไปเที่ยวปีใหม่ที่ต่างจังหวัด หลายๆคน คงกำลังมองหาสถานที่เที่ยวปีใหม่ และ Countdown กันอยู่ถ้านึกไม่ออก ขอเสนอกิจกรรม และ สถานที่ Countdown ปีใหม่ เป็นไอเดีย ดังต่อไปนี้
1. แยกราชประสงค์
บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ถนนราชดำริเป็นสถานที่สองที่อยากจะแนะนำให้ไปเสียเหลือเกิน ตั้งแต่แยกปทุมวันถึงชิดลม และตั้งแต่แยกลุมพินิถึงสะพานเฉลิมโลก (ประตูน้ำ) ที่นี่คุณจะต้องตะลึงกับโคมไฟที่ประดับอยู่สองข้างทา ง ซึ่งทำให้ได้ลื่นไอของเทศกาลเป็นที่สุด ดูเจริญตาเจริญใจไม่น้อย
2. ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์
กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับใครที่มองหาแหล่งเที่ยวช่วงปีใหม่ เพราะที่นี่มีการจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แท บทุกปี มีทั้งการประดับไฟสวยงามในบริเวณรอบๆ รวมถึงการปิดถนนเพื่อให้ประชาชนได้มาเฉลิมฉลองกันเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ยังไม่รวมถึงกิจกรรมบันเทิงเริงใจที่ทางภาครัฐและเอก ชนพร้อมใจกันจัดให้อีก เรียกว่าที่นี่คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม!
3. ไหว้พระขอพรเสริมสิริมงคล 9 พระอารามหลวง
- วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร
- วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร
- วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)
- วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
- วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
- วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร
- วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง)
- วัดบวรนิเวศวิหาร
- วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
4. สะพานพระราม 8
ต้องบอกว่าไม่ไปเสียดายแย่ ปีหนึ่งมีแค่หนเดียวเท่านั้นที่จะได้ชมความสวยงามของ สะพานพระราม 8 เพราะที่นี่มีการจัดแสดงแสง สี เสียง ประกอบพลุ ดอกไม้ไฟ คุณๆ จะได้เห็นความสวยงามของพลุดอกแล้วดอกเล่าที่จุดขึ้นฟ้าส่องประกายสวยงาม เปรียบดังชีวิตในช่วงปีใหม่ที่จะมาถึงให้ลุกโชติช่วง ชัชวาลกันเลย
5. สนามหลวง
แสงไฟสวยๆ บรรยากาศรอบพระราชวัง และ วัดพระแก้ว
6. สถานบันเทิง
เช่น ถนนข้าวสาร, RCA, ผับโปรดของคุณ
7. ภัตราคารบนดาดฟ้าตึกสูง
เช่น ตึกใบหยก, The Roof Siam @ Siam , The Dome at State Tower
8. ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
เช่น ล่องเรือริมฝั่งแม่น้ำ, สะพานพระราม8, ภัทราวดีเธียร์เตอร์
9. บ้าน
สำหรับคนที่เบื่อการเดินทางในช่วงเทศกาลอย่างนี้ ไปทางไหนก็มีแต่รถติด คนเยอะ จอแจอึดอัด การฉลองปีใหม่ที่บ้านก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกจากจะสะดวกสบายแล้วยังเป็นการสร้างความสุข และความผูกพันกันภายในครอบครัวอีกด้วย พร้อมกิจกรรมหลากหลายตั้งแต่การทำอาหารรับประทานกัน นั่งพูดคุยถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในหนึ่งปี. ร้องดาราโอเกะ หรือจะดริ้งก์กันนิดหน่อยพอเป็นกระสายก็ไม่ผิดกฎหมาย แต่อย่างใดแถมยังถูกต้องกับสโลแกนที่ว่า “เมาไม่ขับ” อีกต่างหาก
1. แยกราชประสงค์
บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ถนนราชดำริเป็นสถานที่สองที่อยากจะแนะนำให้ไปเสียเหลือเกิน ตั้งแต่แยกปทุมวันถึงชิดลม และตั้งแต่แยกลุมพินิถึงสะพานเฉลิมโลก (ประตูน้ำ) ที่นี่คุณจะต้องตะลึงกับโคมไฟที่ประดับอยู่สองข้างทา ง ซึ่งทำให้ได้ลื่นไอของเทศกาลเป็นที่สุด ดูเจริญตาเจริญใจไม่น้อย
2. ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์
กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับใครที่มองหาแหล่งเที่ยวช่วงปีใหม่ เพราะที่นี่มีการจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แท บทุกปี มีทั้งการประดับไฟสวยงามในบริเวณรอบๆ รวมถึงการปิดถนนเพื่อให้ประชาชนได้มาเฉลิมฉลองกันเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ยังไม่รวมถึงกิจกรรมบันเทิงเริงใจที่ทางภาครัฐและเอก ชนพร้อมใจกันจัดให้อีก เรียกว่าที่นี่คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม!
3. ไหว้พระขอพรเสริมสิริมงคล 9 พระอารามหลวง
- วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร
- วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร
- วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)
- วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
- วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
- วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร
- วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง)
- วัดบวรนิเวศวิหาร
- วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
4. สะพานพระราม 8
ต้องบอกว่าไม่ไปเสียดายแย่ ปีหนึ่งมีแค่หนเดียวเท่านั้นที่จะได้ชมความสวยงามของ สะพานพระราม 8 เพราะที่นี่มีการจัดแสดงแสง สี เสียง ประกอบพลุ ดอกไม้ไฟ คุณๆ จะได้เห็นความสวยงามของพลุดอกแล้วดอกเล่าที่จุดขึ้นฟ้าส่องประกายสวยงาม เปรียบดังชีวิตในช่วงปีใหม่ที่จะมาถึงให้ลุกโชติช่วง ชัชวาลกันเลย
5. สนามหลวง
แสงไฟสวยๆ บรรยากาศรอบพระราชวัง และ วัดพระแก้ว
6. สถานบันเทิง
เช่น ถนนข้าวสาร, RCA, ผับโปรดของคุณ
7. ภัตราคารบนดาดฟ้าตึกสูง
เช่น ตึกใบหยก, The Roof Siam @ Siam , The Dome at State Tower
8. ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
เช่น ล่องเรือริมฝั่งแม่น้ำ, สะพานพระราม8, ภัทราวดีเธียร์เตอร์
9. บ้าน
สำหรับคนที่เบื่อการเดินทางในช่วงเทศกาลอย่างนี้ ไปทางไหนก็มีแต่รถติด คนเยอะ จอแจอึดอัด การฉลองปีใหม่ที่บ้านก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกจากจะสะดวกสบายแล้วยังเป็นการสร้างความสุข และความผูกพันกันภายในครอบครัวอีกด้วย พร้อมกิจกรรมหลากหลายตั้งแต่การทำอาหารรับประทานกัน นั่งพูดคุยถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในหนึ่งปี. ร้องดาราโอเกะ หรือจะดริ้งก์กันนิดหน่อยพอเป็นกระสายก็ไม่ผิดกฎหมาย แต่อย่างใดแถมยังถูกต้องกับสโลแกนที่ว่า “เมาไม่ขับ” อีกต่างหาก
วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต
ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต
ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลก่อให้เกิดประโยชน์มากมายได้แก่
- ด้านการติดต่อสื่อสาร เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการพูดคุยด้วยการส่งสัญญาณภาพและเสียง
- เป็นระบบสื่อสารพื้นที่จำลอง (Cyberspace) ไม่มีข้อจำกัดทางศาสนา เชื้อชาติ ระบบการปกครอง กฎหมาย
- มีระบบการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
- สามารถค้นหาข้อมูลในด้านต่างๆ ได้ผ่านบริการ World Wide Web
- การบริการทางธุรกิจ เช่น สั่งซื้อสินค้า หรือการโฆษณาสินค้าต่างๆ
- การบริการด้านการบันเทิงต่างๆ เช่น การดูภาพยนตร์ใหม่ๆ การฟังเพลง ในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การเกมออนไลน์ เป็นต้น
โทษของอินเตอร์เน็ต
โทษของอินเตอร์เน็ต มีหลากหลายลักษณะ ทั้งที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เสียหาย, ข้อมูลไม่ดี ไม่ถูกต้อง, แหล่งซื้อขายประกาศ
ของผิดกฏหมาย,ขายบริการทางเพศ ที่รวมและกระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์ต่างๆ
- อินเตอร์เน็ตเป็นระบบอิสระ ไม่มีเจ้าของ ทำให้การควบคุมกระทำได้ยาก
- มีข้อมูลที่มีผลเสียเผยแพร่อยู่ปริมาณมาก
- ไม่มีระบบจัดการข้อมูลที่ดี ทำให้การค้นหากระทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร
- เติบโตเร็วเกินไป
- ข้อมูลบางอย่างอาจไม่จริง ต้องดูให้ดีเสียก่อน อาจถูกหลอกลวง-กลั่นแกล้งจากเพื่อนใหม่
- ถ้าเล่นอินเตอร์เน็ตมากเกินไปอาจเสียการเรียนได้
- ข้อมูลบางอย่างก็ไม่เหมาะกับเด็กๆ
- ขณะที่ใช้อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์จะใช้งานไม่ได้
ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลก่อให้เกิดประโยชน์มากมายได้แก่
- ด้านการติดต่อสื่อสาร เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการพูดคุยด้วยการส่งสัญญาณภาพและเสียง
- เป็นระบบสื่อสารพื้นที่จำลอง (Cyberspace) ไม่มีข้อจำกัดทางศาสนา เชื้อชาติ ระบบการปกครอง กฎหมาย
- มีระบบการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
- สามารถค้นหาข้อมูลในด้านต่างๆ ได้ผ่านบริการ World Wide Web
- การบริการทางธุรกิจ เช่น สั่งซื้อสินค้า หรือการโฆษณาสินค้าต่างๆ
- การบริการด้านการบันเทิงต่างๆ เช่น การดูภาพยนตร์ใหม่ๆ การฟังเพลง ในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การเกมออนไลน์ เป็นต้น
โทษของอินเตอร์เน็ต
โทษของอินเตอร์เน็ต มีหลากหลายลักษณะ ทั้งที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เสียหาย, ข้อมูลไม่ดี ไม่ถูกต้อง, แหล่งซื้อขายประกาศ
ของผิดกฏหมาย,ขายบริการทางเพศ ที่รวมและกระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์ต่างๆ
- อินเตอร์เน็ตเป็นระบบอิสระ ไม่มีเจ้าของ ทำให้การควบคุมกระทำได้ยาก
- มีข้อมูลที่มีผลเสียเผยแพร่อยู่ปริมาณมาก
- ไม่มีระบบจัดการข้อมูลที่ดี ทำให้การค้นหากระทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร
- เติบโตเร็วเกินไป
- ข้อมูลบางอย่างอาจไม่จริง ต้องดูให้ดีเสียก่อน อาจถูกหลอกลวง-กลั่นแกล้งจากเพื่อนใหม่
- ถ้าเล่นอินเตอร์เน็ตมากเกินไปอาจเสียการเรียนได้
- ข้อมูลบางอย่างก็ไม่เหมาะกับเด็กๆ
- ขณะที่ใช้อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์จะใช้งานไม่ได้
โทษของอินเตอร์เน็ต
โรคติดอินเทอเน็ต(Webaholic)
อินเตอร์เน็ตก็เป็นสิ่งเสพติดหรือ?
หากการเล่นอินเตอร์เน็ต ทำให้คุณเสียงาน หรือแม้แต่ทำลาย นักจิตวิทยาชื่อ Kimberly S. Young ได้ศึกษาพฤติกรรม ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างมากเป็นจำนวน 496 คน โดยเปรียบเทียบ กับบรรทัดฐาน ซึ่งใช้ในการจัดว่า ผู้ใดเป็นผู้ที่ติดการพนัน การติดการพนันประเภทที่ถอนตัวไม่ขึ้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับ การติดอินเตอร์เน็ต เพราะทั้งสองอย่าง เกี่ยวข้องกับการล้มเหลว ในการควบคุมความต้องการของตนเอง โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสารเคมีใดๆ (อย่างสุรา หรือยาเสพติด) คำว่า อินเตอร์เน็ต ในการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ หมายรวมถึง ตัวอินเตอร์เน็ตเอง ระบบออนไลน์ (อย่างเช่น AmericaOn-line, Compuserve, Prodigy) หรือระบบ BBS (Bulletin Board Systems) และการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้ระบุว่า ผู้ที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ อย่างน้อย 4 อย่าง เป็นเวลานานอย่างน้อย 1 ปีถือได้ว่า มีอาการติดอินเตอร์เน็ต
รู้สึกหมกมุ่นกับอินเตอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเตอร์เน็ต
มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น
ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตได้
รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเตอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้
ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใชอินเตอร์เน็ตทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น
หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของตัวเอง
การใช้อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรียน และความสัมพันธ ์ ยังใช้อินเตอร์เน็ตถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก
มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเตอร์เน็ต
ใช้เวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้
สำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ที่ไม่เข้าข่ายข้างต้นเกิน 3 ข้อในช่วงเวลา 1 ปี ถือว่ายังเป็นปกติ จากการศึกษาวิจัย ผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างหนัก 496 คน มี 396 คนซึ่งประกอบไปด้วย เพศชาย 157 คน และเพศหญิง 239 คน เป็นผู้ที่เรียกได้ว่า "ติดอินเตอร์เน็ต" ในขณะที่อีก 100 คนยังนับเป็นปกติ ประกอบด้วยเพศชาย และเพศหญิง 46 และ 54 คนตามลำดับ สำหรับผู้ที่จัดว่า "ติดอินเตอร์เน็ต" นั้นได้แสดงลักษณะอาการของการติด (คล้ายกับการติดการพนัน) และการใช้อินเตอร์เน็ต อย่างหนักเหมือนกับ การเล่นการพนัน ความผิดปกติในการกินอาหาร หรือสุราเรื้อรัง มีผล กระทบต่อการเรียน อาชีพ สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของคนคนนั้น ถึงแม้ว่าการวิจัยที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า การติดเทคโนโลยีอย่างเช่น การติดเล่นเกมส์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเพศชายแต่ผลลัพธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ติดอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วัยกลางคนและไม่มีงานทำ
เรื่องอณาจารผิดศีลธรรม(Pornography/Indecent Content)
เรื่องของข้อมูลต่างๆที่มีเนื้อหาไปในทางขัดต่อศีลธรรม ลามกอนาจาร หรือรวมถึงภาพโป๊เปลือยต่างๆนั้นเป็น เรื่องที่มีมานานพอสมควรแล้วบนโลกอินเทอเน็ต แต่ไม่โจ่งแจ้งเนื่องจากสมัยก่อนเป็นยุคที่ WWW ยังไม่พัฒนา มากนักทำให้ไม่มีภาพออกมา แต่ในปัจจุบันภายเหล่านี้เป็นที่โจ่งแจ้งบนอินเทอเน็ตและสิ่งเหล่านี้สามารถเข้าสู่เด็ก และเยาวชนได้ง่ายโดยผู้ปกครองไม่สามารถที่จะให้ความดูแลได้เต็มที่ เพราะว่าอินเทอเน็ตนั้นเป็นโลกที่ไร้พรมแดนและเปิดกว้างทำให้สือ่เหล่านี้สามรถเผยแพร่ไปได้รวดเร็วจนเรา ไม่สามารถจับกุมหรือเอาผิดผู้ที่ทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้
รู้สึกหมกมุ่นกับอินเตอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเตอร์เน็ต
มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น
ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตได้
รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเตอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้
ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใชอินเตอร์เน็ตทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น
หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของตัวเอง
การใช้อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรียน และความสัมพันธ์ ยังใช้อินเตอร์เน็ตถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก
มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเตอร์เน็ต
ใช้เวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้
ไวรัส ม้าโทรจัน หนอนอินเตอร์เน็ต และระเบิดเวลา
ไวรัส : เป็นโปรแกรมอิสระ ซึ่งจะสืบพันธุ์โดยการจำลองตัวเองให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะทำลายข้อมูล หรืออาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลงโดยการแอบใช้สอยหน่วยความจำหรือพื้นที่ว่างบนดิสก์โดยพลการ
ม้าโทรจัน : ม้าโทรจันเป็นตำนานนักรบที่ซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้ แล้วแอบเข้าไปในเมืองจนกระทั่งยึดเมืองได้สำเร็จ โปรแกรมนี้ก็ทำงานคล้ายๆกัน คือโปรแกรมนี้จะทำหน้าที่ไม่พึงประสงค์ มันจะซ่อนตัวอยู่ในโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาต มันมักจะทำในสิ่งที่เราไม่ต้องการ และสิ่งที่มันทำนั้น ไม่มีความจำเป็นต่อเราด้วย
หนอนอินเตอร์เน็ต : ถูกสร้างขึ้นโดย Robert Morris, Jr. จนดังกระฉ่อนไปทั่วโลก มันคือโปรแกรมที่จะสืบพันธุ์โดยการจำลองตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จากระบบหนึ่ง ครอบครองทรัพยากรและทำให้ระบบช้าลง
ระเบิดเวลา : คือรหัสซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นรูปแบบเฉพาะของการโจมตีนั้นๆ ทำงานเมื่อสภาพการโจมตีนั้นๆมาถึง ยกตัวอย่างเช่น ระเบิดเวลาจะทำลายไฟล์ทั้งหมดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2542
อินเตอร์เน็ตก็เป็นสิ่งเสพติดหรือ?
หากการเล่นอินเตอร์เน็ต ทำให้คุณเสียงาน หรือแม้แต่ทำลาย นักจิตวิทยาชื่อ Kimberly S. Young ได้ศึกษาพฤติกรรม ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างมากเป็นจำนวน 496 คน โดยเปรียบเทียบ กับบรรทัดฐาน ซึ่งใช้ในการจัดว่า ผู้ใดเป็นผู้ที่ติดการพนัน การติดการพนันประเภทที่ถอนตัวไม่ขึ้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับ การติดอินเตอร์เน็ต เพราะทั้งสองอย่าง เกี่ยวข้องกับการล้มเหลว ในการควบคุมความต้องการของตนเอง โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสารเคมีใดๆ (อย่างสุรา หรือยาเสพติด) คำว่า อินเตอร์เน็ต ในการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ หมายรวมถึง ตัวอินเตอร์เน็ตเอง ระบบออนไลน์ (อย่างเช่น AmericaOn-line, Compuserve, Prodigy) หรือระบบ BBS (Bulletin Board Systems) และการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้ระบุว่า ผู้ที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ อย่างน้อย 4 อย่าง เป็นเวลานานอย่างน้อย 1 ปีถือได้ว่า มีอาการติดอินเตอร์เน็ต
รู้สึกหมกมุ่นกับอินเตอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเตอร์เน็ต
มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น
ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตได้
รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเตอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้
ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใชอินเตอร์เน็ตทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น
หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของตัวเอง
การใช้อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรียน และความสัมพันธ ์ ยังใช้อินเตอร์เน็ตถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก
มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเตอร์เน็ต
ใช้เวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้
สำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ที่ไม่เข้าข่ายข้างต้นเกิน 3 ข้อในช่วงเวลา 1 ปี ถือว่ายังเป็นปกติ จากการศึกษาวิจัย ผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างหนัก 496 คน มี 396 คนซึ่งประกอบไปด้วย เพศชาย 157 คน และเพศหญิง 239 คน เป็นผู้ที่เรียกได้ว่า "ติดอินเตอร์เน็ต" ในขณะที่อีก 100 คนยังนับเป็นปกติ ประกอบด้วยเพศชาย และเพศหญิง 46 และ 54 คนตามลำดับ สำหรับผู้ที่จัดว่า "ติดอินเตอร์เน็ต" นั้นได้แสดงลักษณะอาการของการติด (คล้ายกับการติดการพนัน) และการใช้อินเตอร์เน็ต อย่างหนักเหมือนกับ การเล่นการพนัน ความผิดปกติในการกินอาหาร หรือสุราเรื้อรัง มีผล กระทบต่อการเรียน อาชีพ สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของคนคนนั้น ถึงแม้ว่าการวิจัยที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า การติดเทคโนโลยีอย่างเช่น การติดเล่นเกมส์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเพศชายแต่ผลลัพธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ติดอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วัยกลางคนและไม่มีงานทำ
เรื่องอณาจารผิดศีลธรรม(Pornography/Indecent Content)
เรื่องของข้อมูลต่างๆที่มีเนื้อหาไปในทางขัดต่อศีลธรรม ลามกอนาจาร หรือรวมถึงภาพโป๊เปลือยต่างๆนั้นเป็น เรื่องที่มีมานานพอสมควรแล้วบนโลกอินเทอเน็ต แต่ไม่โจ่งแจ้งเนื่องจากสมัยก่อนเป็นยุคที่ WWW ยังไม่พัฒนา มากนักทำให้ไม่มีภาพออกมา แต่ในปัจจุบันภายเหล่านี้เป็นที่โจ่งแจ้งบนอินเทอเน็ตและสิ่งเหล่านี้สามารถเข้าสู่เด็ก และเยาวชนได้ง่ายโดยผู้ปกครองไม่สามารถที่จะให้ความดูแลได้เต็มที่ เพราะว่าอินเทอเน็ตนั้นเป็นโลกที่ไร้พรมแดนและเปิดกว้างทำให้สือ่เหล่านี้สามรถเผยแพร่ไปได้รวดเร็วจนเรา ไม่สามารถจับกุมหรือเอาผิดผู้ที่ทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้
รู้สึกหมกมุ่นกับอินเตอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเตอร์เน็ต
มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น
ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตได้
รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเตอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้
ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใชอินเตอร์เน็ตทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น
หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของตัวเอง
การใช้อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรียน และความสัมพันธ์ ยังใช้อินเตอร์เน็ตถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก
มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเตอร์เน็ต
ใช้เวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้
ไวรัส ม้าโทรจัน หนอนอินเตอร์เน็ต และระเบิดเวลา
ไวรัส : เป็นโปรแกรมอิสระ ซึ่งจะสืบพันธุ์โดยการจำลองตัวเองให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะทำลายข้อมูล หรืออาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลงโดยการแอบใช้สอยหน่วยความจำหรือพื้นที่ว่างบนดิสก์โดยพลการ
ม้าโทรจัน : ม้าโทรจันเป็นตำนานนักรบที่ซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้ แล้วแอบเข้าไปในเมืองจนกระทั่งยึดเมืองได้สำเร็จ โปรแกรมนี้ก็ทำงานคล้ายๆกัน คือโปรแกรมนี้จะทำหน้าที่ไม่พึงประสงค์ มันจะซ่อนตัวอยู่ในโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาต มันมักจะทำในสิ่งที่เราไม่ต้องการ และสิ่งที่มันทำนั้น ไม่มีความจำเป็นต่อเราด้วย
หนอนอินเตอร์เน็ต : ถูกสร้างขึ้นโดย Robert Morris, Jr. จนดังกระฉ่อนไปทั่วโลก มันคือโปรแกรมที่จะสืบพันธุ์โดยการจำลองตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จากระบบหนึ่ง ครอบครองทรัพยากรและทำให้ระบบช้าลง
ระเบิดเวลา : คือรหัสซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นรูปแบบเฉพาะของการโจมตีนั้นๆ ทำงานเมื่อสภาพการโจมตีนั้นๆมาถึง ยกตัวอย่างเช่น ระเบิดเวลาจะทำลายไฟล์ทั้งหมดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2542
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
