หน้าเว็บ

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

ภัยเงียบ..! ภัยร้าย..! ป้องกันได้ ไวรัสตับอักเสบ
ซี







                ในปัจจุบัน โรคภัยไข้เจ็บต่างๆพัฒนาตามการพัฒนาเทคโนโลยีของมนุษย์และการพัฒนาก็ทำให้ค้นพบโรคใหม่ๆ (ที่มีมาก่อนนานแล้วและพัฒนาขึ้นมาใหม่) และยังมีโรคอีกจำนวนมากที่คนไม่สามารถล่วงรู้เงื่อนงำของมันได้



ไวรัสชนิดนี้ถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2532 นี่เอง โดยแพทย์ชาวสหัฐอเมริกา เป็นไวรัสตัวอักเสบที่ติอต่อได้ทางเลือดและเป็นอาร์เอ็นเอไวรัส สายเดี่ยว ขนาดเล็ก พลตรีนายแพทย์อนุชิต จูฑะพุทธิ เลขาธิการมูลนิธิโรคตับแห่งประเทศไทยโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวถึงไวรัสตับอักเสบซี ว่า




ไวรัสตับักเสบ ซี มีความสำคัญแค่ไหน




องค์การอนามัยโลกได้ประมาณว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี เรื่อรังราว 170 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยเราพบโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 1 – 2 โดยพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่าภาคอื่น ไวรัสตับอีกเสบ ซี นี้มีสำคัญไม่ด้ยกว่าไวรัสตับอักเสบ บี ได้พบมานานแล้ว และมีการฉีดวัคซีนป้องกันได้กว้างขวาง ทำให้การควบคุมประสบสำเร็จสูง ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซี ยังไม่มีวัคซีนป้องกันได้ลัยังไม่พบว่ามีแนวโน้มที่จะค้นพบในเวลาอันใกล้นี้


ผู้ป่วยจากอาการไวรัสตับอักเสบ ซี เรื้อนังเกือบทุกรายจะมีอาการอักเสบของตับ และทำให้ตับส่อมสภาพลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่ไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่มีอาการอักเสบของตับ โดยพบเพียงร้อยละ 15 – 25 เท่านั้นที่มีอาการอักเสบและเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง




ใครคือผู้ที่เสี่ยงติดไวรัสตับอักเสบ ซี


1. ผู้ที่มีประวัติได้รับเลือด หรือส่วนประกอบจากเลือดเช่น พลาสมา (น้ำเลือด) หรือเกล็ด ที่อาจเกิดจากการเสียเลือด หรือป่วยเป็นไข้เลือดออก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เคยได้รับเลือด หรือป่วยเป็นไข้เลือดออก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เคยได้รับเลือดก่อนการค้นพอไวรัสตับอักเสบ ซี




2. ผู้ที่ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด



3. การสัก การเจาะตามร่างกาย สักคิ้ว ไม่ใช้ของมีคมที่สัมผัสผิวหนังรวมกัน เช่น มีดโอน กรรไกรตัดเล็บแปลงสีฝัน ฯลฯ



4. กลุ่มผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการฟอกไตมาเป็นเวลานาน



5. การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ติดจากแม่ไปสู่ลูก(พบได้น้อยมาก)

เมื่อไวรัสตับอักเสบ ซี เข้าสู่ร่างกายจะเกิดอะไรขึ้น


เมื่อไวรัสตับอักเสบ ซี เข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัว 6-8 สัปดาห์ จึงเริ่มมีอาการตับอักเสบ จะมีผู้ป่วยประมาณ10 -15 เปอรืเซ็นต์ ที่มีอาการตัวและนัย์ตาเหลือง หรือเป็นดีซาน มีอาการคล้ายๆ เป็นไข้หวัดใหญ่ อ่อนเพลียมาก รู้สึกเบื่ออาหาร คลื่อนไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยเองส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง โดยที่ยังมีไวรัสอยู่ในร่างกายตลอดเวลา และจะมีอาการอักเสบของตับขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลา ของผู้ป่วยถึงร้อยละ 85 และมีผู้ป่วยเพียงส่วนน้อยแค่ร้อยละ 15 ที่อาจจัดการไวรัสได้หมดผู้ป่วยร้อยละ 20.30 จะเกิดอาการตับแข็งหลังจากได้รับเชื้อแล้ว 20 ปี


ปัจจัยที่กระตุ้นให้มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ได้รับเชื้อตอนที่อายุมากแล้ว ติดเชื้อจาการได้รับเลือด ดื่มเหล้า




อาการที่เกิดจากตับแข็ง


1. เมื่อตับไม่สามารถสร้างสารอาหารพลังงานและทำลายสารพิษต่างๆ ได้ตามปกติ มีผลให้อ่อนเพลียเบื่ออาหาร น้ำหนักลด คลื่นไส้ เท้าบวม บางรายมีน้ำในช่องท้อง (ท้องมาน) ตัวเหลือง ผิวแห้ง คันตามตัว หรือมีจ้ำเลือดง่าย ไวต่อสารพิษมาก ป่วยหรือติดเชื้อโรคง่ายถ้าเป็นมากตับจะหยุดทำงาน




2. มีพังผืดหรือแผลในตับมากขึ้น จะอาการอาเจียนเป็นเลือด จากภาวะหลอดเลือดป่งพองในหลอดอาการมีอาหารม้ามโต เพราะเลือดจากม้ามไหลกลับไปสู่ตับได้ช้าลง ถ้าม้ามโตมากๆ จะเกิดอาการกินเม็ดเลือด ทำให้ซีดหรือเกล้ดเลือดต่ำ



หลังจากผู้ป่วยเป็นตับแข็งแล้ว อาการจุรุนแรงมากขึ้นและจะทรุดลงตามลำดับ และจะมีโอกาศเสียชีวิตได้สูงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง เช่น อาเจียนเป็นเลือด จะมีอาการติดเชื้อรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการติดเชื้อในช่องท้องภาวะตับวาย และผู้ที่เป็นตับแข็งนี้ยังมีโอกาศเป็นมะเร็งตับได้สูงร้อยละ 2 -4 ต่อปี


ทราบได้อย่างไรว่าเป็นไวรัสตับอักเสบ ซี


ส่วนใหญ่นั้นจะรู้ว่าเป็นโดยบังเอิญ เช่น จากการตรวจร่างกายประจำปี การบริจากเลือด เมื่อตรวจพบว่าตับทำงานผิดปกติ แพทย์จะตรวจว่าเป็นเพราะอะไร ในผู้ป่วยบางรายอาจได้รับวัรัสในระยะที่เกิดตับแข็งแล้ว หรือโรคเป็นมะเร็งจากตับแข็ง เช่น ท้องมาน อาเจียนเป็นเลือด หรือเป็นมะเร็งตับแล้ว ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจตับและหาไวรัสตับต่างๆ




การป้องกัน



ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตักเสบ ซี ทางที่ดีจึงเป็นการป้องกันเป็นหลัก โดนหลี่กเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง

การตรวจหาผู้ป่วย


เพราะระยะแรกของโรคนั้นไม่แสดงอาการ จึงต้องตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี และถ้าจำได้ว่าเคยดัรับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดก่อนปี 2533 ผู้ที่สำส่อนทางเพศ พวกที่ชอบสัก เจาะเนื้อตัวทั้งหลาย ให้ไปตรวจร่างกายไว้ก่อนได้เลยและถ้าพบว่าการทำงานของตับผิดปกติจะได้ทำการรักษาได้ทัน




การตรวจวินิจฉัยว่าคุณเป็นไวรัสตับอักเสบ ซี อาจทำได้ 2 วิธี



1. การตรวจจากน้ำเหลือง คือ การตรวจแอนติบอดี้ต่อไวรัสตับอักเสบ ซี



2. ตรวจกาโดยตรงจากการตรวจหาอาร์เอ็นเอ ของไวรัส



สำหรับการตรวจสายพันธุ์ของไวรัสตับอักเสบ ซี พบว่าสายพันธุ์ของมันมีความสัมพันธุ์อย่างมากกับความสำเร็จของการรักษา โดยพบว่า ไวรัสตับอักเสบ ซี อาจบ่งได้ 6 สายพันธุ์หลัก และมีสายพันธุ์ที่ง่ายต่อการักษาเพียง 5-6 เดือนก็หายได้แล้ว


เมื่อป่วยต้องทำอย่างไรดี


1. ไม่เป็นผู้แพร่เชื้อ ไม่ให้เลือด ไม่เจาะ ไม่สัก ไม่ใช้ ของที่ปนเปื้อนของเหลวกับคนอื่น การร่วมเพศก็ต้องสวมถุงยางอนามัย แล้วทำการรักษาให้หายขาด




2. ดูแลเรื่องอาการการกินให้สะอาด ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่เลย



3. หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่ทำอันตรายต่อตับ ต้องแจ้งแพทย์ให้รู้ ไม่ควรใช้สมุนไพรบางอย่าง เช่น ใบขี้เหล็ก บอระเพ็ด เพราะพบว่าอาจทำให้เกิดตับอักเสบได้



4. ควรไปพบแพทย์สม่ำเสมอ เพื่อการรักษาและประเมินการทำงานของตับทุก 3 – 6 เดือน หรือกว่านี้ตามอาการ



 การรักษา
 
 
เป้าหมายคือ ทำให้ไวรัสตับอักเสบ ซี ตัวนี้หมดไปจากร่างกาย ตับก็จะค่อยๆ คืนความปกติ ยาที่ใช้ในการรักษาได้ผลดี 2 ตัวที่ขอแนะนำ และไม่เป็นอีกหลังหยุดยาคือการให้ยา 2 ตัวร่วมกันเป็นยาฉีดในกลุ่มอินเตอร์เฟอรอนกับยากิน ไรบาไวริน




อินเตอร์เฟอรอน คือ

เป็นโปรตีน สามารถผลิตได้โดยภูมิต้านทานของเราในปริมาณจำกัด จะทำการต่อต้านหรือกำจัดไวรัสตับอักเสบ ซี การออกฤทธิ์โดยทั่วไปจะไปเสริมให้การทำลายไวรัสบางชนิดรวมถึงไวรัสตับอักเสบ บี และซี เสริมการทำงานของภูมิต้านทาน ปัจจุบันได้พัฒนายาชนิดนี้เป็น เพ็คกิเลตเตดอินเตอร์เฟอรอน ที่มีปะสิธิภาพการักษาที่สูงกว่าการออกฤทธิ์และยาวนานขึ้น มีผลข้างเคียงน้อยกว่า



ไรบาไวริน คือ เป็นยาที่มีโครงสร้างคล้ายนิวคลีโอไซด์ เป็นสารในการสร้างอาร์เอ็นเอ หรือดีเอ็นเอของไวรัส

ปัจจุบันมาตรฐานการักษานั้น โดยการใช้ยาเพ็คกิเกตเตด อินเตอร์เฟอรอน ร่วมกับไรบาไวรินเป็นเวลา 24 สัปดาห์ในกรณีไม่ใช่ไวรัสสายพันธุ์ที่ 1 และถ้าเป็นสายพันธุ์ที่ 1 จะใช้ประมาณ 48 สัปดาห์ ก็หาย



ภัยเงียบ! ภัยร้าย! ป้องกันได้ วรัสตับอักเสบ ซี แม้จะไม่ทำลายร่างกายโดยเฉียบพลัน แต่ปล่อยไว้ก็ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต






 























วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553


เพื่อนมีกี่แบบ ใครที่ควรคบ

              " เพื่อน " เป็นส่วนสำคัญของมนุษย์ทุกคน บางคนจะเป็นจะตายก็เพราะเพื่อนนี่แหละเป็นผู้ชี้ขาด ไม่ใช่พ่อแม่พี่น้อง หรือสมาชิกในครัวเรือน เพราะธรรมชาติของมนุษย์ สามารถพูดคุยทุกเรื่องกับเพื่อนได้ แต่กับคนในครอบครัวกลับไม่กล้า แต่ใช่ว่ามีเพื่อนมากจะดีเสมอไป เพราะมีเพื่อนมาก เรื่องก็ย่อมมากตามจำนวนเพื่อน ตรงข้ามหากไม่มีเสียเลย ให้อยู่คนเดียวคงเหงาไม่ใช่เล่น


ยิ่งยุคนี้เศรษฐกิจฝืด เคือง มีเพื่อนเอาไว้บ่นเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ยังดีกว่าไม่มีที่ระบาย จากการรวบรวมด้วยการจำแนกเพื่อนออกตามสันดาน เอ๊ย...ลักษณะนิสัยต่างๆ จากบันทึกของคนสมถะเอง " เพื่อน" มีหลายชนิดมาก ท่านผู้ชม นับตั้งแต่


  • เพื่อนที่แสนจะเอาเปรียบ ไล่เรียงมาตั้งแต่เห็นแก่ตัว , เห็นแก่ได้ และเห็นแก่กิน แม้จะไม่อยากมีเพื่อนประเภทนี้เท่าไหร่ แต่ไม่รู้เป็นไง ทุกคนเป็นต้องมีเพื่อนอย่างนี้ปะปนอยู่เสมอกระนั้น อันความเห็นแก่ตัว ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะมนุษย์ทุกคน มีสัญชาตญาณของการรักษาตัวรอดเป็นยอดดีด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าดีกรีของความเห็นแก่ตัวไม่แรงกล้าเท่าไหร่ จะมีคนอยากคบค้าสมาคมกับเรามากขึ้น




           การมีเพื่อนแบบนี้ (ไม่รู้ว่าสมควรให้เป็นเพื่อนดีไหม) ก็เก๋ไปอย่าง เพราะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้รู้จักความเป็นคนมากขึ้น หากมัวแต่มีเพื่อนดีๆ แต่ไม่มีเลวซะเลย เราคงมองไม่เห็น เส้นแบ่งระหว่างสองสิ่งนี้สิจ๊ะ


 
 
  • เพื่อนช่างนินทา-พูดจา ไร้สาระ แบบนี้ยิ่งหาง่ายเข้าไปใหญ่ ในสังคมต้องมีคนเหล่านี้ ไม่งั้นคงแห้งแล้งน่าดู การนินทาก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่า สามารถพูดได้ทั้งเรื่องจริงและไม่รู้จริง คนฟังก็ควรไปเจาะหูให้เกิดน้ำหนักถ่วงดุล เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ ไว้ล่วงหน้า
 
 
  • เพื่อนปากร้าย ใจดี อย่างนี้น่าคบกว่าเพื่อนที่ปากและใจร้ายทั้งคู่
 
 
  • เพื่อน ปากหวาน ดูดี แต่ร้ายลึก  หาได้ตามองค์กรทั่วไป แต่เชื่อขนมกินได้ว่า คนแบบนี้ต้องมีอย่างอื่นดีสักประการหนึ่ง ไม่งั้นคงไม่มีใครอยากคุยด้วย
 
 

  • เพื่อน ซื่อสัตย์และจริงใจ เป็นสุดยอดปรารถนาที่ทุกคนหมายปอง






เพื่อนๆๆว่าจริงมั้ยคะ

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เพื่อนสนิท ... ก็คือ เพื่อนธรรมดาๆคนนึง ที่ดันสนิทกันมากกว่าเพื่อนธรรมดาๆทั่วๆไป ... ซึ่งมันก็ต้องมีอะไรหลายๆอย่าง ที่คล้ายๆกับเรามากกว่าเพื่อนคนอื่น ... ถึงจะมาสนิทกันได้ ... บางที อาจไม่ใช่นิสัย ... บางที อาจไม่ใช่หน้าตา ... บางที อาจไม่ใช่ฐานะ ... บางที อาจไม่ใช่ระดับความรู้ ... แต่มันอาจจะมีอะไรบางอย่าง ที่ต้องเป็น มั น ค น นี้ เ ท่ า นั้ น ที่ มี . . ... บางครั้ง ... เราก็ไม่ไป ที่ที่เราอยากไป ... เพียงเพราะว่า มันไม่ไปด้วย ... บางครั้ง ... นั่งเงียบอยู่ได้ตั้งนาน แต่แค่เห็นหน้ามัน ... น้ำตาที่กลั้นไว้แทบตาย กลับทะลักออกมาได้จนหมด ... บางครั้ง ... ถ้ามีเสียงหัวเราะของมันด้วย ... เราจะหัวเราะได้ดังกว่านี้ ... บางครั้ง ... ร้อยคำปลอบใจของใครก็ไม่รู้ ... ยังอุ่นใจไม่เท่ามือมันที่แค่ตบเบาๆที่หัวไหล่ บอกเป็นนัยๆว่า กรูอยู่ตรงนี้ ... ... ชอบคำๆนึงที่บอกว่า . . . . . เ ร า ไ ม่ ไ ด้ เ ป็ น แ ค่ เ พื่ อ น . . . . . แ ต่ เ ร า เ ป็ น ตั้ ง เ พื่ อ น ต่ า ง ห า ก . . ... เพราะเพื่อนมีความสำคัญมากๆ ... มากจนบางคนแยกไม่ออก เอาไปเปรียบเทียบกะแฟน ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ... ทั้งๆที่มันคนละเรื่องกันเลย ... แต่เมื่อเวลาที่เราอยู่ในห้วงของความรัก ... เพื่อน ... จะกลายเป็นส่วนเกินของโลกส่วนตัวเราทันที ... ไอ้เพื่อนสนิทเรา มันคงจะชินแล้ว ... ที่เวลาเรามีรักทีไร เราก็จะห่างๆมันไปทุกที ... เวลาที่จะกลับมานึกถึงมันได้อีกที ... ก็ตอนอกหักนู่นแหละ ... ก็เคยคิดเหมือนกันนะ ... ถ้าเราเป็นมัน จะรู้สึกยังไง ... คงจะประมาณว่า ... ' แม่ง ... พอมีแฟนก็ลืมเพื่อน' ... นี่ กะกรูไม่เคยช่วยห่ าไรเลย ทีกะแฟนแมร่งแทบถวายหัว' ... ' ต้องเลิกกะแฟนก่อนถึงจะจำเบอร์โทรกรูได้ใช่ไหม สราดดด' ... คิดๆดูแล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ... เพราะเวลาที่กำลังมีความสุขในห้วงของความรัก ... ก็แทบไม่ได้จะไปเที่ยวไหนกับมันเลย ... นานๆถึงจะได้คุยกันที ... แต่พอผิดหวัง พอเจ็บตัวขึ้นมา ... นาทีนั้นอยากกดโทรศัพท์ไปหามันก่อน ... อยากให้มันรับโทรศัพท์ก่อน ... ซึ่งบางทีมันนอนไปแล้วเราก็จะไล่มันกลับไปนอน ... ไม่ต้องตื่นขึ้นมาฟังเรื่องราวใดๆทั้งนั้น ... ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แค่มันรับโทรศัพท์ ก็พอแล้ว ... แบบนี้ละมั้งที่เค้าว่า ... ' เพื่อน คือคนที่สามารถนั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่พูดอะไรสักคำ ' ... ' แต่ลุกจากกันไปได้เหมือนคุยกันไปนับล้านคำ ' ... ' เพื่อน ' ... ' คือคนที่เมื่อเราสุข เราไม่เห็นมันอยู่ในสายตา ' . . . ' แ ต่ เ ป็ น ค น ไ ม่ มี วั น ป ล่ อ ย ใ ห้ เ ร า ล้ ม ลง ไ ม่ ว่ า เ ร า จ ะ ไ ป เ จ็ บ ม าจ า ก ไ ห น . . .
เมื่อต้องเจอเพื่อนร้าย
“เมื่อเจอสุนัขดุ คงไม่มีใครยื่นมือไปให้มันกัด
เมื่อเจอคนที่พร้อมจะทำร้ายเรา
เราก็ไม่ควรเอาตัวเองไปอยู่ไกล้ให้เขาทำร้ายได้ง่ายๆเหมือนกัน”

ใคร ๆ ก็คงอยากมีเพื่อนที่ดี เพื่อนที่รักกันไปจนถึงวันตาย
เพื่อนที่ไม่เคยมีคำว่าหักหลังหรือทำให้เราเสียใจเพื่อน…ที่จะทำให้เราภูมิใจที่ได้รักกัน
แต่ในความเป็นจริงที่เราต้องเจอ คงไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นเพื่อนที่ดีของเรา
บ่อยครั้ง เราอาจแจ๊กพอตแตก ไปเจอเพื่อนที่ไม่ควรค่าแก่การที่เราจะเรียกเขาว่า “เพื่อน”
คนที่เอาเราไปนินทาลับหลัง คนที่ต่อหน้าทำเหมือนหวังดีต่อเรา
แต่เผลอเมื่อไหร่เป็นต้องทำให้เราเสียใจ เพื่อนที่คิดเอาเปรียบเราอยู่เสมอ
หลายคนพอเจอเพื่อนร้ายแบบนี้เข้า ก็ได้แต่นั่งร้องไห้ เกิดคำถามว่าทำไมเขาต้องทำร้ายเรา
ทั้งที่เรามอบความจริงใจให้ ทำไมถึงได้แต่สิ่งเลวร้ายเป็นการตอบแทน???
เมื่อเห็นฝนตก มันคงยากที่เราจะไปหยุดฝน แต่มันไม่ยากที่เราจะเลือกกางร่มให้ตัวเอง ไม่ให้เปียกปอน
เช่นเดียวกับเรื่องความสัมพันธ์ มันคงยากกับการเปลี่ยนใครให้เป็นอย่างเราต้องการ
แต่มันไม่ยากที่เราจะเปลี่ยนหัวใจตัวเองให้เข้มแข็งพอที่จะรับมือกับเรื่องที่อาจไม่เป็นดังหวัง
กับคนที่ไม่ได้หวังดีต่อเรา เราคงไม่อาจเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาได้
เพราะบางคน ต่อให้เราทำดีแค่ไหน เขาก็สามารถมองว่ามันเลวร้ายได้ ต่อให้เราพยายามเอาชนะใจเขาแค่ไหน
เขาก็ยังเห็นเราเป็นแค่คนที่ไม่ควรได้รับสิ่งดีๆในมิตรภาพ
ฉะนั้น แทนที่จะไปพยายามเปลี่ยนแปลงเขา เราจึงน่าจะเปลี่ยนแปลงความคิดของเราให้เลิกแคร์ เลิกใส่ใจคนแบบนั้นดีกว่า
แทนที่จะมานั่งเสียใจ ตั้งคำถามว่าทำไมเขาถึงทำร้ายเรา
และพยายามเปลี่ยนแปลงทุกอยากให้ดีขึ้นทั้งที่เป็นไปไม่ได้
มันจึงน่าจะดีกว่า ถ้าเราจะเดินออกมาจากความสัมพันธ์นั้น แล้วเลือกแคร์แค่คนที่รักเรา
คนที่มีความปรารถนาดีต่อเรา และเกิดมาเพื่อเป็นเพื่อนแท้ของเรา
เพราะการที่สูญเสียเพื่อนที่ร้าย ๆไปสักคนสองคน คงไม่ใช่เรื่องใหญ่มากเกินไป
และบางที่ ฟ้าก็จงใจส่งคนร้ายๆ มาพบกับเรา
เพื่อให้เราเรียนรู้ที่จะสร้างภูมิต้านทานให้ตัวเองเพื่อรับมือกับคนร้าย ๆ ที่มีอยู่มากมายบนโลกใบนี้ให้ได้ก็เท่านั้น
หันหลัง เดินออกมาอย่างสง่าผ่าเผย
เลิกแคร์คนที่ไม่สมควรแคร์อย่างเขา แล้วเราก็จะพบว่า
เมื่อเลิกเอาใจไปจับจ้องอยู่กับคนใจร้าย เราก็จะมองเห็นคนดี ๆ ที่รักเราอยู่รอบกาย

แล้วคนเหล่านั้นก็จะมีค่ามากกว่าคนที่ไม่เห็นค่าในมิตรภาพของเราที่มอบให้

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคการเตรียมตัวสอบ



TEXT:ATOM

ใกล้สอบ จะใช้เทคนิคนี้ในการเตรียมตัวสอบทั่วไป หรือสอบ A-NET, O-NET ก็ไม่ว่ากันนะคะ ยังก็ขอให้สอบผ่านกันถ้วนหน้าแล้วกัน ^^ เริ่มกันเลยแล้วกัน วันนี้อะตอมมี 4 เคล็ดลับมาฝากค่ะ

1. ทำตารางสอบ
: โดยจดวันและเวลาที่สอบไว้ให้ชัดเจน

2. อ่านตำราโดยจัดลำดับตามตารางสอบ (ในข้อ 1)
: โดยเริ่มอ่านจากวิชาที่สอบวันแรก ไปจนถึงวันสุดท้าย และควรอ่านให้จบก่อนถึงวันสอบประมาณ 4 วันหรือมากว่านั้น และอ่านทบทวนอีกครั้งในวันสุดท้ายก่อนที่จะถึงวันสอบวิชานั้นๆ

3. พูดคุยกับเพื่อนๆ
: ไม่ใช่ชวนกันคุยเรื่องแฟชั่น เสื้อผ้า ดูหนัง หรือฟังเพลงนะคะแต่เป็นการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่เราจะสอบ ถ้าจะให้ดีควรหากลุ่มเพื่อนสนิทแล้วเริ่มอ่านหนังพร้อมกัน และเมื่ออ่านจบก็ควรซักถามในส่วนที่ยังไม่เข้าใจเพื่อจะได้เป็นการทบทวนความรู้ให้เพื่อนและเพื่อเพิ่มความเข้าใจให้แก่ตนเองด้วย

4. ค้นคว้าเพิ่มเติม
: ในกรณีที่เรายังเข้าใจในเนื้อหาที่อ่านอย่างถ่องแท้เราก็ควรค้นคว้าเพิ่มเติมจากตำรา หรือว่าอาจารย์ผู้สอนรายวิชานั้นๆ และจดบันทึกข้อควรจำที่สำคัญๆ เพื่อทำความเข้าใจก่อนสอบ

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

10 คำฮิต ที่เด็กไทยขอพูดหลังรู้ผล GAT PAT
เพื่อแสดงความอาลัยยิ่งต่อคะแนนสอบ GAT PAT ก.ค. 53 ที่ออกมา พี่ลาเต้ มี 10 คำพูดฮิตๆ ที่แอบไปเห็นน้องๆ เด็กแอดฯ 54 เขาพูดกันตอนรู้ผลกันแล้ว แต่ละคำนั้นต้องบอกว่าออกมาจากใจจริงๆ จะมีคำว่าไรนั้น ไปพูด เอ๊ย ไปอ่านกันเลยครับ

1.“ตรวจผิดเปล่าเนี่ย” พูดไปสงสัยไปว่า สทศ. ตรวจผิดจริงเปล่า เพราะไม่น่าเชื่อว่าคะแนน PAT เลขจะเน่าจมดินขนาดนี้ ส่วน GAT ไม่ต้องพูดถึง ตอบเหมือนเพื่อนเป๊ะ เพื่อนได้เต็ม แต่ทำไมเราได้ไม่ถึงร้อย !!

2.“ไปซะแล้ว คณะในฝันของชั้นนน” ทันทีที่คะแนนออกมา สิ่งที่ลอยไปแล้วนอกจากสติคือคณะในฝันของใครหลายๆ คน เต็ม 300 ได้แค่ 130 จะไปเข้าที่ไหนได้เนี่ย โอ๊ยๆๆ ฝันสลายแล้ววว

3.“ครั้งหน้าเอาใหม่โว้ย” ใครที่พูดประโยคนี้ออกมา พี่ลาเต้ ขอปรมมือแบบเมลเลย์ให้เลย น้องเหมาะมากๆ ที่จะต่อสู้ไปกับระบบแอดมิชชั่น ไม่ต้องไปแคร์สื่อครั้งนี้ได้น้อย ครั้งหน้าก็เอาใหม่ จริงไหมๆๆ

4.“ห้องคิงเทพมากๆ กินอะไรเข้าไปน่ะ” อย่าให้รู้นะว่าเด็กห้องคิงกินอะไรเข้าไป ต่อให้แพงแค่ไหน เหนื่อยยากแค่ไหน ก็จะไปหามากินให้ได้ ดูซิจะเก่งเหมือนพวกเขากันไหม จะว่าไปเราก็กินปลาบ่อยๆ แล้วนะ ไม่ฉลาดขึ้นมาเลยเหรอ

5.“แม่ๆ ขอพารา 3 เม็ด” ขอด่วนเลยแม่ก่อนผมจะเป็นบ้าตาย เต็ม 300 ผมเก่งมากทำได้แค่ 120 แม่ว่าไงครับ หากไม่ว่าไงผมขอตัวไปกินยาก่อนนะ พารา พารา พารา (อย่ากินเยอะนะ เดี๋ยวหมด เอ๊ยเดี๋ยวไม่ตื่น)

6.“มีรับตรงที่ไหน ไม่ใช้ GAT PAT บ้างเนี่ย” มีไหม หากมีบอกเราด่วน จะไปสมัครทันทีภายใน 3 นาที 555 หรือหากใครไม่รู้ว่ารับตรง โควต้า มีที่ไหนเปิดรับบ้าง

7.“ดูซอนต๊อกดีกว่า เซ็ง !!” ยังเจ็บใจกับคะแนนที่ออกมาไม่หาย หยุดพักเสาร์อาทิตย์นี้ ขอหยุดพักผ่อนงดทำการบ้านชั่วคราว แล้วม้วนตัวยาวๆ นอนดูซอนต๊อกดีกว่า ดูซะให้หายแค้นไปเลย หึหึ

8.“ปลวกเอ๊ย” คำนี้หลุดมาบ่อยมากๆ โดยเฉพาะคนที่หวังไว้สูง แต่คะแนนดันมาน้อย ไม่รู้ว่าด่าตัวเอง หรือด่าใคร แต่ที่แน่ๆ หากพูดออกมาแล้วมันสบายใจ ก็พูดออกมาเถอะ แต่อย่ามาด่าพี่นะ พี่กลัว อิอิ

9.“ใครไซโค โดนตบ !!” คำพูดนี้หากพูดบ่อยๆ อาจมีเฮแน่นอน ดังนั้นฝากเตือนน้องๆ ชาวเด็กดีคนที่ได้คะแนนทั้งมาก และน้อยก็ไม่ต้องไปหลอกตัวเอง โพสโน่น บอกนี้ทำร้ายจิตใจคนอื่นๆ ทำแบบนี้มันปลวกมากๆ 555

10.“รอบหน้า ไม่เต็มให้มันรู้ไป” คำพูดปลุกใจที่ใช้ได้ผลมาทุกสมัย อีก 3 เดือนข้างหน้าก็จะสอบใหม่ ลองตั้งหลักใหม่ วางตารางใหม่ แล้วที่สำคัญต้องทำให้ได้ พี่ลาเต้ เชื่อว่าไม่เกิดความสามารถแน่นอน จริงไหมๆๆ
(69) วิธีทำ เนยถั่ว (peanut butter)
ส่วนผสมนะคะถั่วลิสงคั่วยังไม่ปลอกเปลือกน้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันพืชสิ่งที่ต้องเตรียมถ้วยตวงเครื่องปั่น แบบปั่นที่เป็นเม็ดเครื่องปั่น แบบปั่นให้ละเอียดช้อนตวง ช้อนโต๊ะ ช้อนชาขวดใส่ เนยถั่ววิธีทำปลอกเปลือกถั่ว แล้วตวงถั่วให้ได้ 1 ถ้วยตวงค่ะและเปลือกเปลือกสีแดงออกค่ะและก็ใส่ถั่วที่เครื่องปั่น ชอบแบบไม่ละเอียดก็ใส่เครื่องปั่นแบบไม่ละเอียดมากค่ะ หรือชอบแบบละเอียดก็ปั่นจนละเอียดไปเลยนะคะและจากนั้นก็ใส่ น้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันพืช หนึ่งหรือสองช้อนโต๊ะ ค่อยๆๆใส่ลงไปค่ะ จนเข้ากันได้ดีนะคะเป็นเนื้อเดียวกันค่ะและใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็นนะคะ